เรียนรู้ SQL

ความเป็นมาของ SQL

          SQL ย่อมาจาก Structured Query Language เป็นภาษาที่ใช้ในการจัดการของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ผู้คิดค้น SQL เป็นรายแรกคือ บริษัทไอบีเอ็ม หลังจากนั้นมาผู้ผลิตซอฟท์แวร์ด้านระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้พัฒนาระบบที่สนับสนุน SQL มากขึ้น จนเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยผู้ผลิตแต่ละรายก็พยายามพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลของตนให้มีลักษณะเด่นเฉพาะขึ้นมา ทำให้รูปแบบการใช้คำสั่ง SQL มีรูปแบบแตกต่างกันไปบ้าง ในขณะที่ American National Standards Institute (ANSI) ได้กำหนดรูปแบบมาตรฐานของ SQL ขึ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานของคำสั่ง SQL ตาม ANSI-86

          ต่อมาในปี 1992 ANSI ได้ปรับปรุงมาตรฐานของ SQL/2 และเป็นที่ยอมรับของ ISO (International Organization for Standardization) SQL/2 มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น

           1.  เพิ่มประเภทของข้อมูลที่มีจากเดิม

           2.  สนับสนุนการใช้กลุ่มตัวอักษร

           3.  มีความสามารถในการให้สิทธิ์เพิ่มขึ้น (Privilege)

           4.  สนับสนุนการใช้ SQL แบบ Dynamic

           5.  เพิ่มมาตรฐานในการใช้ Embedded SQL

           6.  มีโอเปอเรเตอร์เชิงสัมพันธ์เพิ่มขึ้น

ประเภทของคำสั่ง SQL

        1.  ภาษาสำหรับนิยามข้อมูล (Data Definition Language : DDL) ประกอบด้วยคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างข้อมูลว่ามีคอลัมน์อะไร แต่ละคอลัมน์เก็บข้อมูลประเภทใด รวมถึงการเพิ่มคอลัมน์ การกำหนดดัชนี การกำหนดวิวของผู้ใช้ เป็นต้น

       2.  ภาษาสำหรับการจัดดำเนินการข้อมูล (Data Manipula-tion Language : DML) ประกอบด้วยคำสั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ข้อมูล การเปลี่ยนแปลงข้อมูล การเพิ่มหรือลบข้อมูล เป็นต้น

       3.  ภาษาที่ใช้ในการควบคุมข้อมูล (Data Control Language : DCL) ประกอบด้วยคำสั่งที่ใช้ในการควบคุม การเกิดภาวะพร้อมกัน หรือป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ใช้หลายคนเรียกใช้ข้อมูลพร้อมกัน โดยที่ข้อมูลนั้น ๆ อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้ใช้อีกคนหนึ่งก็เรียกใช้ข้อมูลนี้ ทำให้ข้อมูลที่ผู้ใช้คนที่สองได้ไปเป็นค่าที่ไม่ถูกต้อง

 ประโยชน์ของ SQL

          SQL เป็นภาษาฐานข้อมูล ที่สามารถใช้ในเรื่องของการนิยามข้อมูลการเรียกใช้ หรือการควบคุมคำสั่งเหล่านี้จะช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาระบบงาน หรือนำไปใช้ในส่วนของการสร้างฟอร์ม (Form) การทำรายงาน (Report) ของระบบงานต่าง ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

มาตรฐานในการใช้คำสั่ง SQL

          โดยทั่วไป คำสั่ง SQL หนึ่ง ๆ จะจบด้วยเครื่องหมาย ; รูปแบบคำสั่งแต่ละคำสั่งใน SQL มีสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมาย ดังนี้

สัญลักษณ์

ความหมาย
    ตัวพิมพ์ใหญ่

        < >               

    

  (….)         

 

 [ ]     

      

  ::=    

 

คำสั่ง

ชื่อต่าง ๆ หรือนิพจน์ที่ผู้ใช้จะต้องกำหนดค่าขึ้นมาสามารถระบุเพิ่มจากสิ่งที่เคยระบุมาแล้วข้างหน้า

คำสั่งนั้นๆจะมีสิ่งที่ระบุไว้ในเครื่องหมายนี้หรือไม่ก็ได้

ส่วนที่อยู่ด้านขวาเครื่องหมายนี้ เป็นคำอธิบายหรือคำนิยามของสิ่งที่อยู่ด้านซ้ายของเครื่องหมายนี้

อาจจะเลือกใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ด้านซ้ายหรือด้านขวาของเส้นนี้ได้

เราสามารถแบ่งการทำงานได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. Select query ใช้สำหรับดึงข้อมูลที่ต้องการ
2. Update query ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูล
3. Insert query ใช้สำหรับการเพิ่มข้อมูล
4. Delete query ใช้สำหรับลบข้อมูลออกไป

ตัวอย่าง รูปแบบการเรียกใช้คำสั่ง SQL

– การเรียกดูข้อมูลทั้งตาราง

          รูปแบบของคำสั่ง SELECT  เพื่อใช้เรียกดูข้อมูลทุกคอลัมน์จากตารางใดตารางหนึ่ง  SQL –> Select   *   FROM <table name>;

– การเรียกดูข้อมูลเพียงบางคอลัมน์

          รูปแบบคำสั่ง SELECT เพื่อใช้เรียกดูข้อมูลเพียงบางคอลัมน์จากตารางใดตารางหนึ่ง   SQL –>  Select   <column 1 , column 2,…>FROM <table name>;

– การนำเข้าข้อมูล

         INSERT INTO “table1” (“column1”, “column2”)SELECT “column3”, “column4″FROM “table2”

 – การลบข้อมูลทั้งหมดในตาราง

        DELETE * FROM TABLE_NAME

คำสั่ง UPDATE เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับ แก้ไขค่าในฐานข้อมูล

          UPDATE table_nameSET column1=value, column2=value2,…

WHERE some_column=some_value

Wikipedia

                 

          

             Wikipedia  คือสารานุกรมเสรีหลายภาษาบนอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนสามารถอ่านและปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาซึ่งทำให้วิกิพีเดียกลายเป็นสารานุกรมที่ได้รับการแก้ไขรวบรวมและดูแลรักษาจากอาสาสมัครหลายแสนคนทั่วโลกผ่านซอฟต์แวร์ ชื่อ มีเดียวิก

             ที่มา Wikipedia  วิกิพีเดียเริ่มต้นเมื่อ 15 มกราคม พ.ศ. 2544 โดยเริ่มต้นโครงการจากชื่อสารานุกรมนูพีเดียที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา และในปัจจุบันดำเนินงานโดยมูลนิธิวิกิมีเดียซึ่งก่อตั้งโดยจิมมี เวลส์ และแลร์รี แซงเจอร์ ในปัจจุบันวิกิพีเดียมีทั้งหมดมากกว่า 250 ภาษรวมทุกภาษามีบทความมากกว่า 9, 000,000 บทความโดยในทั้งหมดมี 16 ภาษา ที่มีบทความมากกว่า 100,000 บทความ และปัจจุบันวิกิพีเดียไทยมีทั้งหมด  31,140  บทความ วิกิพีเดียมีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ 3 ที่ ได้แก่ใน รัฐฟลอริดา (สหรัฐอเมริกา) เซิร์ฟเวอร์ใหญ่ที่เก็บเนื้อหาทั้งหมดและเป็นที่ตั้งของมูลนิธิวิกิมีเดีย และเซิร์ฟเวอร์สำหรับช่วยในการจัดเก็บฐานข้อมูลตั้งอยู่ที่ อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์)และโซล(เกาหลีใต้)

            รูปแบบการทำงานในวิกิพีเดีย

มีฟังก์ชันการทำงานต่างๆ ที่เป็นลักษณะเด่นดังต่อไปนี้

เนื้อหา

  • 1 Wikicode
  • 2 การสร้างสารบัญเนื้อหา
  • 3 การแก้ไขเป็นตอน
  • 4 บันทึกการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทความ (History page)
  • 5 บันทึกการปรับปรุงล่าสุด (Recent changes)
  • 6 ระบบการจัดหมวดหมู่ (Category)
  • 7 ระบบการจัดการภาพ (Image and gallery)
  • 8 การใช้แม่แบบ

รูปแบบ Code วิกีพีเดีย

วิกิพีเดียมีรูปแบบ tag เฉพาะที่สั้นกระชับเข้าใจง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับ tag ของ HTML จากตัวอย่างเปรียบเทียบ tag คำสั่งการสร้างตาราง

เปรียบเทียบการใช้ภาษา HTML กับ Wikicode ในการสร้างตารางวิกิ

คำสั่ง

HTML

Wikicode

สร้างตาราง <table>ตาราง</table> {|ตาราง|}
ชื่อตาราง <caption>ชื่อตาราง</caption> |+ชื่อตาราง
เพิ่มแถว <tr></tr> |-
คอลัมน์ในแถว <td>คอลัมน์ 1</td><td>คอลัมน์ 2</td> |คอลัมน์ 1|คอลัมน์ 2
ชื่อหัวคอลัมน์ <th>ชื่อหัวคอลัมน์</th> !ชื่อหัวคอลัมน์

การสร้างสารบัญเนื้อหา

          ในกรณีที่เนื้อหาของบทความนั้นๆ มีหลายหัวข้อย่อย ระบบในวิกิพีเดียจะสร้างสารบัญของเนื้อหาของบทความนั้นๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งประโยชน์ของสารบัญเนื้อหาที่สร้างอัตโนมัตินี้ก็คือ

1  สะดวกสำหรับผู้แก้ไขเนื้อหาบทความเหมือนส่วนที่สรุปหัวข้อเรื่องในเนื้อหา เพราะนอกจากจะแสดงรายการหัวข้อย่อยของเนื้อหาแล้วยังช่วยจัดหัวข้อหลัก หัวข้อรอง และหัวข้อย่อยโดยอัตโนมัติ

2  สะดวกสำหรับผู้ใช้ เมื่อผู้อ่านต้องการทราบเนื้อหาของบทความจะสามารถดูภาพรวมหัวข้อเนื้อหาทั้งหมดได้

3  ช่วยให้ไปที่เนื้อหาได้สะดวกรวดเร็วเพียงคลิกที่ชื่อหัวข้อเรื่องของเนื้อหา ก็จะไปที่ตรงส่วนของเนื้อหาได้ทันทีไม่ต้องค้นหานาน

ตัวอย่างสารบัญหน้าบทความ

การแก้ไขเป็นตอน

            โดยปกติเมื่อเนื้อหาของบทความมีเยอะและค่อนข้างยาว การดูโค้ดเพื่อแก้ไขจะค่อนข้างลำบาก ในระบบวิกิพีเดียเอื้อให้การจัดการแก้ไขบทความมีลักษณะที่ง่ายและสะดวก เพียงแค่ว่าเมื่อเรามีการแบ่งจัดแบ่งหัวข้อย่อยในเนื้อหาบทความ ระบบจะจัดการส่วนแก้ไขเป็นตอนๆโดยอัตโนมัติ เมื่อเราต้องการแก้ไขเนื้อหาในส่วนใดของบทความเราก็สามารถเลือกแก้ที่เฉพาะเนื้อหาในส่วนนั้นได้เลยโดยคลิกที่คำว่า “แก้ไข” ของตอนนั้นๆ ทำให้ไม่ต้องดูโค้ดเยอะและยาว

บันทึกการปรับปรุงล่าสุด (Recent changes)

          คือส่วนที่แสดงบันทึกการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทความที่มีในวิกิพีเดียทั้งหมด ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงหรือการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ๆ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแก้ไขบทความแบบออนไลน์ที่ทำพร้อมกันหลายคนมีประสิทธิภาพ และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาได้

ระบบการจัดหมวดหมู่ (Category)

           ระบบการจัดหมวดหมู่ในวิกิพีเดียช่วยจัดการหัวข้อบทความที่มีอยู่จำนวนมากรวมอยู่ในกลุ่มที่มีเนื้อหาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาข้อมูลบทความได้ครอบคลุม นอกจากนี้ระบบการจัดหมวดหมู่ในวิกิพีเดียสามารถทำได้ง่ายเพียงกำหนดชื่อหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้นๆ ที่หน้าบทความนั้นด้วยคำสั่ง

[[category:ชื่อหมวดหมู่]] หรือ [[หมวดหมู่:ชื่อหมวดหมู่]]

         เมื่อมีการระบุดังข้างต้นในบทความ ระบบก็จะมีการจัดหมวดหมู่ให้ และยังมีการลำดับชื่อบทความในหมวดหมู่นั้นตามลำดับอักษรให้ด้วยโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น หมวดหมู่ในวิกิพีเดียชื่อ หมวดหมู่การ์ตูน

ระบบการจัดการภาพ (Image and gallery)

            วิกิพีเดียมีระบบการจัดการภาพที่ช่วยให้ผู้ใช้มีความสะดวกในการใช้งานกับสื่อชนิดที่เป็นภาพ ระบบต่างๆ ได้แก่

           การอัปโหลดภาพ: การอัปโหลดภาพเพื่อใช้ในบทความสามารถทำได้ง่ายเพียง browse เพื่อเลือกชื่อไฟล์ที่มีอยู่ในเครื่องก็สามารถอัปโหลดไฟล์ภาพที่ที่ต้องการใช้งานเข้าในระบบวิกิได้ นอกจากนี้ในกระบวนการอัปโหลดยังสามารถจัดการเกี่ยวกับไฟล์ภาพได้ดังนี้

       1  กำหนดบันทึกข้อความที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับไฟล์ภาพเช่น การบอกแหล่งที่มาของภาพ

       2  ระบบการระบุสัญญาอนุญาตของไฟล์โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบสัญญาอนุญาตไฟล์ที่ตัวเองต้องการได้

ตัวอย่างแสดงระบบการบันทึกการอัปโหลดภาพ
 การสร้างคลังภาพ 
  การสร้างคลังภาพ หรือจัดทำในลักษณะคล้ายอัลบัมภาพในวิกิพีเดียสามารถทำได้ง่าย เพียงใช้คำสั่ง
<gallery>
image:ชื่อไฟล์ภาพ|ข้อความใต้ภาพ
image:ชื่อไฟล์ภาพ|ข้อความใต้ภาพ
</gallery>

ปรากฎการณ์เรือนกระจก

ความหมายของปรากฏการณ์เรือนกระจก
             ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง ปรากฏการณ์ที่แสงอาทิตย์ ผ่านลงมาและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่น ๆ ที่พอกพูนอยู่ในบรรยากาศระดับต่ำจะตัดความร้อนเอาไว้ไม่ให้สะท้อนออกไป ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกเหมือนกับเรือนกระจกที่ใช้ปลูกต้นไม้ในเมืองหนาวภูมิอากาศของโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์  เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบผิวโลกพลังงานบางส่วนจะสูญเสียไปในการทำให้พื้นผิวของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยโลกจะสะท้อนและแผ่กระจายพลังงานบางส่วนที่เหลือกลับคืนสู่บรรยากาศในรูปความร้อน แต่แก๊สเรือนกระจก (Green House Gas, GHGs) ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก จะช่วยกันกักเก็บพลังงานความร้อนเหล่านี้เอาไว้ด้วยการดูดซับการสะท้อน หรือแผ่กระจายพลังงานความร้อนกลับสู่พื้นโลกอีกครั้ง ดังนั้นบรรยากาศในชั้นนี้จึงกระทำตัวเสมือนเป็นเรือนกระจก กล่าวคือยอมให้พลังงานในช่วงคลื่นสั้นเช่นรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ผ่านเข้ามาได้แต่ไม่ยอมให้พลังงานในช่วงคลื่นยาว (รังสีอินฟราเรดหรือคลื่นความร้อน) ผ่านออกไป ปรากฏการณ์เรือนกระจกจึงทำให้เกิดการเก็บสะสมความร้อนอยู่ภายในชั้นบรรยากาศทำให้โลกร้อนมากขึ้น  โดยยิ่งมีแก๊สเรือนกระจกมากขึ้นเท่าไรความร้อนก็จะถูกกักไว้ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น อันทำให้โลกยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น

สาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจก


          เกิดจากก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก  เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เกิดจากการเผาไหม้ต่าง ๆ เป็นก๊าซในบรรยากาศ ซึ่งประกอบด้วย คาร์บอน 1 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอม ต่อหนึ่งโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในสารประกอบเคมีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด และมักเรียกด้วยสูตรเคมี CO2 เมื่ออยู่ในสถานของแข็งมักจะเรียกว่า น้ำแข็งแห้ง (dry ice)  เป็นก๊าซที่มีปริมาณมากเป็นอันดับ 3 ในอากาศ รองจากไนโตรเจน และอออกซิเจน
คาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นได้หลายลักษณะ เช่น ภูเขาไฟระเบิด การหายใจของสิ่งมีชีวิต หรือการเผาไหม้ของสารประกอบอินทรีย์ก๊าซนี้เป็นวัตถุดิบวำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เพื่อใช้คาร์บอนและออกซิเจนในการสังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงนี้ พืชจะปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมาสู่บรรยากาศทำให้สัตว์ได้ใช้ออกซิเจนนี้ในการหายใจ การใช้คาร์บอนไดออกไซด์ของพืชนี้เป็นการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ เนื่องจากคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซหนึ่งที่เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจก
          มีเทน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนพวกแอลเคน สูตรเคมีคือ CH4 เป็นแก๊ส ไม่มีสี ติดไฟได้ เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของแก๊สธรรมชาติ แก๊สมีเทนอาจได้มาจากการหมักมูลสัตว์และนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงราคาถูก  ก๊าซมีเทนอาจพบได้ในชั้นถ่านหิน (Coal Bed Methane) โดยจากกระบวนการเกิดถ่านหินทำให้ก๊าซสะสมตัวและกักเก็บอยู่ในช่องว่างในเนื้อถ่านหิน 

        ไนตรัสออกไซด์ N2O ปกติก๊าซชนิดนี้ในธรรมชาติเกิดจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชิวิตโดยแบคทีเรีย แต่ที่มีเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันเนื่องมาจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกบางชนิด เป็นต้น ก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.14 วัตต์/ตารางเมตร นอกจากนั้นเมื่อก๊าซไนตรัสออกไซด์ลอยขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ มันจะทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้เกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ตของโลกลดน้อยลง

CFC จะทำปฏิกิริยากับรังสีอัลตราไวโอเลตและแตกตัวออกเป็นโมเลกุลคลอลีนและโมเลกุลต่างๆอีกหลายชนิด ซึ่งโมเลกุลเหล่านี้จะเป็นตัวทำลายโมเลกุลของออกซิเจนชนิดพิเศษหรือ O3 บนชั้นบรรยากาศโอโซน ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลต และอินฟราเรดส่องผ่านลงมายังพื้นโลกมากขึ้น ในขณะเดียวกันก๊าซเหล่านี้ก็กันรังสีไม่ให้ออกไปจากบรรยากาศโลก ด้วยว่าที่รังสีเหล่านี้เป็นพลังงานพวกมันจึงทำให้โลกร้อนขึ้น

ผลกระทบจากปรากฏการณ์เรือนกระจก

         1.  ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ

         2.  ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ

         3.  ผลกระทบต่อแหล่งพลังงาน

         4.  ผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลและที่อยู่อาศัยของมนุษย์

         5.  ผลกระทบต่อการเกษตรกรรม

         6.  ผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาของโลก

         7.  ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

การป้องกัน

ได้มีผู้แนะนำวิธีการช่วยป้องกันสภาวะโลกร้อนไว้ดังนี้

1.  ลดการใช้น้ำมัน

2. ปิดเครื่องปรับอากาศ

3.  ลดระดับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าลงแม้เพียงน้อยนิด

4.  นำกระดาษหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ กลับไปใช้ใหม่ 

5.  รักษาป่าไม้ให้ได้มากที่สุดและลดหรืองดการจัดซื้อสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆที่ทำจากไม้ที่ตัดเอามาจากป่าเพื่อปล่อยให้ต้นไม้และป่าไม้เหล่านี้ได้ทำหน้าที่การเป็นปอดของโลกสืบไป



ปรากฎการณ์ EL NINO & LA NINA

                     

  เอล นิโญ และลา นิโญ ทั้ง 2 คำนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศ และกระแสน้ำในมหาสมุทรทั้งบนผิวพื้นและใต้มหาสมุทร แต่เกิดจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกทร แต่เกิดจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก

 

        

รูปภาพปรากฎการเอลนีโญ

          เอลนีโญ (EI nino) หรือชื่อทางการว่า เอ็นโซ่ (ENSO) มาจากคำว่า EI Nino-Southern oscillation เอลนิโญ แปลว่าบุตรของพระเยซู เพราะปรากฎการณ์นี้มักจะเกิดในช่วงคริสต์มาส แต่สำหรับชาวเปรูจะหมายถึง กระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งลงไปทางใต้ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งและมีฝนตกหนักทางเอกวาดอรใต้และเปรูเหนือ แต่โดยทั่วไปหมายถึงการอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติของน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งเกิดจากการอ่อนกำลังลงของลมสินค้า (Trade wind) เอลนีโญเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมานับพันปีมาแล้วและในระยะหลังเกิดบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้น

           ปรากฎการณ์เอลนีโญจึงส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียนของบรรยากาศแผ่ขยายกว้างออกไป นอกเหนือจากบริเวณน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกปรากฏการณ์เอลนิโนมีความเชื่อมโยงด้านปรากฏการณ์ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ซึ่งทั้งสองสิ่งได้เชื่อมโยงกัน เรียกว่าปรากฏการณ์ “เอนโซ” (ENSO : El Nino-Southern Oscillation)

รูปภาพปรากฎการลานีญา

          ลานีญา เป็นปรากฏการณ์ที่ตรงข้ามกับเอลนีโญ คืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันออกมีค่าต่ำกว่าปกติ ทั้งนี้เนื่องจากลมค้า (trade wind) ตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดอยู่เป็นประจำในแปซิฟิกเขตร้อนทางซีกโลกใต้ (ละติจูด 0.03 องศาใต้) มีกำลังแรงกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออก (บริเวณฝั่งเอกวาดอร์ เปรู และชิลีตอนเหนือ) ไปสะสมอยู่ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันตก (บริเวณชายฝั่งอินโดนีเซียและออสเตรเลีย) มากยิ่งขึ้น จึงทำให้ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันตกซึ่งแต่เดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกอยู่แล้ว กลับยิ่งมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกมากยิ่งขึ้นไปอีก มีผลทำให้ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันตกมีปริมาณฝนมากขึ้น ขณะที่ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกจะมีความแห้งแล้งรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน ปรากฏการณ์ลานีญาจะเกิดโดยเฉลี่ย 5 – 6 ปี ต่อครั้ง และแต่ละครั้งกินเวลานานประมาณ 1 ปี  บริเวณที่มีผลกระทบทำให้มีปริมาณฝนมากกว่าปกติได้แก่ประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลียตอนเหนือ ฟิลิปปินส์ อินเดียตอนเหนือ ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา และด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ส่วนบริเวณที่มีผลกระทบแต่ทำให้มีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ได้แก่ ประเทศชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา บราซิลตอนใต้ ถึงตอนกลางของประเทศอาร์เจน-ตินา

           สำหรับประเทศไทยนั้นได้ผลกระทบขนาดรุนแรงที่มีต่อฝนและอุณหภูมิใน 3 ฤดู ฝ่ายวิชาการภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า

– ฤดูฝนปีที่เกิดลานีญา (มิ.ย. – ต.ค.) ฝนจะสูงกว่าปกติเว้นแต่ทางบริเวณของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีฝนอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปรกติ

– ฤดูหนาวปลายปีที่เกิดต้นปีหลังเกิดลานีญา (พ.ย. – ก.พ.) ทั่วประเทศจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ สำหรับฝนในฤดูหนาวของประเทศตอนบนมีอุณหภูมิในเกณฑ์ต่ำกว่าปรกติ เว้นแต่ตามบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกที่จะมีฝนสูงกว่าปกติ และฝนในภาคใต้ทั้ง 2 ฝั่งในครึ่งแรกของฤดู (พ.ย. – ธ.ค.) จะมีฝนสูงกว่าปรกติ แต่ฝนจะลดลงในครึ่งหลังของฤดู (ม.ค. – ก.พ.) โดยอาจจะมีฝนอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปรกติ

– ฤดูร้อนปีหลังเกิดลานีญา (มี.ค. – พ.ค.) ทั่วประเทศจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติทั่วประเทศ และจะมีฝนตกลงมาบ้างอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปรกติทั่วประเทศซึ่งจะทำให้อากาศไม่ร้อนมาก”

เมื่อวิเคราะห์จากผลกระทบของการมาของลานีญาแล้วประเทศไทยจะมีฝนในปริมาณที่สูงกว่าปรกติ และหากสาวน้อยนางนี้พาลมพายุซึ่งเป็นบริวารติดสอยห้อยตามนำฝนมาตกเหนือเขื่อนทุกเขื่อนที่น้ำกำลังเหือดแห้งให้เต็มเขื่อนแล้วรีบพากันจากไปก็จะเป็นคุณแก่ประเทศไทยอย่างมาก แต่ถ้าบรรดาบริวารทั้งหลายพาฝนมาเทใต้เขื่อนและยังอ้อยอิ่งหลงไหลกับประเทศไทยแดนมหัศจรรย์วนเวียนเข้ามาไม่หยุดแล้วคนไทยคงต้องจมน้ำกันอีกครั้งเป็นแน่

สรุป

ปรากฎการณ์  El NINO เกิดจากอิทธิพลของลมสินค้าตะวันออกเฉียงเหนือพัดจากด้านล่างของทวีปอเมริกาใต้เลียบชายฝั่งทะเล ขณะที่กระแสน้ำเย็นซึ่งพัดขนานเส้นศูนย์สูตรไปยังทวีปออสเตรเลียเกิดการย้อนกลับ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ เกิดความแห้งแล้งในทวีปอเมริกาใต้และทวีปออสเตรเลีย รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้ของโลก เช่นประเทศอินโดนีเซีย

ปรากฎการณ์ LA NINA คือความผันผวนของสภาพอากาศโลก ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ช่วงระยะเวลาเย็นลงของน้ำทะเลของปรากฎการณ์เอลนิโญ โดยจะส่งผลให้พื้นที่ที่เคยมีอากาศหนาวเย็นอยู่แล้วมีอุณหภูมิลดต่ำลงไปอีก และในบริเวณที่มีฝนตกเป็นประจำจะมีฝนตกชุกยิ่งขึ้น

 

Excel & ทำเนียบรุ่น

             หลังจากที่ไม่ได้เขียนมาหลายวัน วันนี้วันที่ 5 เมษายน 2554 เมื่อวานได้รับงานมาทำคือ ทำการสร้างฐานข้อมูลโดยนำข้อมูลที่มีอยู่เดิมในเว็บนำมาวางใน Excel  เพื่อที่จะใช้เรียกข้อมูลไปวางไว้บนเว็บของสถาบัน ในส่วนของทำเนียบรุ่น

                                                                                                                                                        ปุ๋ย สุภาวดี รายงาน

อีกวันของการฝึกงานภาค2

   วันนี้วันที่24 เดือน 3 ปี 2554 เป็นอีกวันของการฝึกงาน ส่วนงานประจำวันนี้ได้แก่ การสแกนหนังสือเพื่อใช้แสดงบนเว็บ

                   จบการรายงานประจำวันนี้ 

                 สุภาวดี รายงาน

อีกวันของการฝึกงาน

          วันนี้วันที่ 22 มีนาคม 2554 เป็นอีกวันของการฝึกงาน วันนี้หาหนังสือในห้องสมุดแล้วทำการถ่ายรูปเพื่อไปแสดงบนเว็บ จบการรายงานอีกวันของการฝึกงาน

ปุ๋ย สุภาวดี รายงาน